แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระไตรปิฎก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระไตรปิฎก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561

ใครคืออุบาสก ?

ใครคืออุบาสก ?

ใครเป็นอุบาสก เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า อุบาสก อะไรคือศีลของอุบาสก อาชีพอย่างไร วิบัติอย่างไร สมบัติอย่างไร.

    ใครคืออุบาสก ?

      ในปกิณณกะนั้น ใครคืออุบาสก คือคฤหัสถ์คนใดคนหนึ่งที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง. สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า ดูก่อน มหานาม เพราะเหตุที่อุบาสกเป็นผู้ถึง
พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง
ถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ชื่อว่าอุบาสก.

      เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า อุบาสก ?

      เพราะนั่งใกล้พระรัตนตรัย.
      จริงอยู่ อุบาสกนั้น ชื่อว่าอุบาสก ด้วยอรรถว่า นั่งใกล้พระพุทธเจ้า. นั่งใกล้พระธรรมพระสงฆ์ก็เป็นอุบาสกเหมือนกัน.

      อะไรคือศีลของอุบาสกนั้น ?

      เวรมณี ๕ ข้อ เป็นศีลของอุบาสก. เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า
ดูก่อน มหานาม เพราะเหตุที่อุบาสกเป็นผู้งดเว้น
จากปาณาติบาต
จากอทินนาทาน
จากกาเมสุมิจฉาจาร
จากมุสาวาท
จากน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ดูก่อน มหานาม ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้มีศีล

      อาชีพอย่างไร ?

      คือ ละการค้าขายผิดศีลธรรม ๕ อย่าง เลี้ยงชีพโดยธรรมสม่ำเสมอ.
สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้ อุบาสกไม่ควรทำ ๕ อย่างอะไรบ้าง ?
การค้าขายศัสตรา
การค้าขายสัตว์
การค้าขายเนื้อสัตว์
การค้าขายน้ำเมา
การค้าขายยาพิษ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายการค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้แล อุบาสกไม่ควรทำ ดังนี้.

      วิบัติอย่างไร ?

      คือ ศีลวิบัติและอาชีววิบัติของอุบาสกนั้นแหละ เป็นวิบัติของอุบาสก.

      อีกอย่างหนึ่ง อุบาสกนี้เป็นจัณฑาล เป็นมลทิน และเป็นผู้ที่น่ารังเกียจด้วยกิริยาใด กิริยาแม้นั้น พึงทราบว่าเป็นวิบัติของอุบาสก.

         ก็วิบัติเหล่านั้น โดยอรรถได้แก่ธรรม ๕ อย่างมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น. เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ย่อมเป็นอุบาสกจัณฑาล เป็นอุบาสกมลทิน และเป็นอุบาสกที่น่ารังเกียจ ๕ อย่างอะไรบ้าง ?
คือเป็นผู้ไม่มีศรัทธา
เป็นคนทุศีล
เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว
เชื่อมงคลไม่เชื่อกรรม
และแสวงหาทักขิไณยบุคคลนอกพระพุทธศาสนา ทำบุญในทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น ดังนี้.

      สมบัติอย่างไร ?

      ศีลสมบัติและอาชีวสมบัติของอุบาสกนั้นนั่นแหละ เป็นสมบัติของอุบาสก ได้แก่ธรรม ๕ ประการมีศรัทธาเป็นต้น ที่กระทำความเป็นอุบาสกรัตนะเป็นต้น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นอุบาสกรัตนะ เป็นอุบาสกปทุม และเป็นอุบาสกบุณฑริก ๕ ประการอะไรบ้าง
คือเป็นผู้มีศรัทธา
เป็นผู้มีศีล
ไม่เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว
เชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล
ไม่แสวงหาทักขิไณยบุคคลนอกพระพุทธศาสนา และทำบุญในพระศาสนานี้ ดังนี้.

สุมังคลวิลาสินี  อรรถกถาทีฆนิกาย  สีลขันธวรรค

อุบาสกอุบาสิกที่เป็นตราชูเป็นประมาณ

          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นจิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีนี้เป็นตราชูเป็นประมาณแห่งอุบาสกทั้งหลายผู้เป็นสาวกของเรา

         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อปรารถนาโดยชอบ พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็น
เช่นนางขุชชุตตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดาเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางขุชชุตตราอุบาสิกา และนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดานี้เป็นตราชูเป็นประมาณของอุบาสิกาทั้งหลายผู้สาวิกาของเรา.
                     จบอายาจนสูตรที่ ๖

                       ๕. จัณฑาลสูตร
              ว่าด้วยธรรมสำหรับอุบาสกดีและอุบาสกชั่ว
      [๑๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ
ย่อมเป็นอุบาสกผู้เลวทราม เศร้าหมอง และน่าเกลียด ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ 
อุบาสกเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ 
เป็นผู้ทุศีล ๑ 
เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อมงคลไม่เชื่อกรรม ๑ 
แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ 
ทำการสนับสนุนในศาสนานั้น ๑ 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม๕ ประการนี้แล เป็นอุบาสกผู้เลวทราม เศร้าหมอง และน่าเกลียด.
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นอุบาสกแก้ว อุบาสกปทุม อุบาสกบุณฑริก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ?
คือ อุบาสกย่อมเป็นผู้มีศรัทธา ๑ 
เป็นผู้มีศีล ๑ เป็นผู้ไม่ถือมงคลตื่นข่าว
เชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล ๑ 
ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ 
ทำการสนับสนุนในศาสนานี้ ๑ 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นอุบาสกแก้ว อุบาสกปทุม อุบาสกบุณฑริก.
                     จบจัณฑาลสูตรที่ ๕

          พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์  สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ เป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใสตั้งอยู่ในศีล ๕ สมาทานอุโบสถศีลในวันอุโบสถ เวลาก่อนอาหาร ถวายทานแด่ภิกษุทั้งหลาย ตามสมควรแก่สมบัติของตน แล้วจึงบริโภคเอง นุ่งห่มผ้าสะอาด เวลาหลังอาหาร โดยมากให้คนถือน้ำอัฏฐบานไปวิหาร มอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรม เขาสั่งสมสุจริตมากทั้งด้านทานและด้านศีล โดยเคารพด้วยอาการอย่างนี้ จุติ จากภพนี้ เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ช้างทิพย์ใหญ่เผือกปลอด ได้ปรากฏด้วยบุญญานุภาพของเขา เขาขี่ช้างนั้นไปเล่นอุทยานเสมอ ๆ ด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยทิพยานุภาพยิ่งใหญ่.

ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

พระพุทธเจ้าทรงห้ามทำพระพุทธรูปจริงหรือ?

พระพุทธเจ้าทรงห้ามทำพระพุทธรูปจริงหรือ?

พระพุทธเจ้าทรงห้ามทำพระพุทธรูปจริงหรือ?
พระพุทธรูปทำไมไม่มีหนวดเหมือนคนอินเดียมีหนวด?

จากกรณีมีการกล่าวจ้วงจาบและลบหลู่พระพุทธรูปของบุคคลที่นับถือศาสนาอื่น ว่าไม่ถูกต้องไม่สมควรทำ และที่ทำมาก็ผิดและไม่เหมือนพุทธเจ้า เช่นกรณี พระพุทธรูปทำไมไม่มีหนวดเหมือนคนอินเดียมีหนวด?

1.พระพุทธองคตรัสเล่าเองว่า "ปลงผมและหนวด" ก่อนออกบวช
     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยต่อมา เรากำลังรุ่นหนุ่ม มีเกศาดำสนิท ยังอยู่ในปฐมวัย เมื่อพระมารดาและพระบิดาไม่ทรงปรารถนาจะให้บวช มีพระพักตร์อาบด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่ จึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนไม่มีเรือนบวช เมื่อบวชแล้ว ก็เสาะหาว่ากุศลเป็นอย่างไร


2.พระพุทธเจ้าน่าจะทุกพระองค์ก็ ปลงผมและหนวด เช่น พระวิปัสสีพุทธเจ้า
   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีราชกุมาร(พระวิปัสสีพุทธเจ้า)ได้ตรัสเรียกนายสารถีมาสั่งว่า นายสารถีผู้สหาย ถ้าเช่นนั้น เธอจงนำรถกลับไปวังจากสวนนี้แหละ ส่วนเราจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต ณ สวนนี้แหละ.

3.มีพระวินัยห้ามไว้หนวด หรือตัดตกแต่งหนวด
   ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงตัดหนวด ไม่พึงปล่อยหนวดไว้ให้ยาว ไม่พึงไว้เครา ไม่พึงแต่งหนวดเป็นสี่เหลี่ยม ไม่พึงขมวดกลุ่มขนหน้าอก ไม่พึงไว้กลุ่มขนท้อง ไม่พึงไว้หนวดเป็นเขี้ยวโง้ง ไม่พึงโกนขนในที่แคบ รูปใดโกน ต้องอาบัติทุกกฏ.

4.การอนุญาตการบวช ขั้นแรกพึงให้ ปลงผมและหนวด
   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราอนุญาตพวกเธอนั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบทในทิศนั้น ๆ ในชนบทนั้น ๆ เถิด.

   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงให้กุลบุตรบรรพชาอุปสมบทอย่างนี้.

   ชั้นแรก พวกเธอพึงให้กุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและอุปสมบท ปลงผมและหนวด แล้วให้ครองผ้ากาสายะ ให้ทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลายแล้ว ให้นั่งกระโหย่งประคองอัญชลี สั่งว่า เธอจงว่าอย่างนี้แล้วให้ว่าสรณคมน์ ดังนี้.

 5.ประวัติพระทุกรูปออกบวชก็ ปลงผมและหนวด
    พรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด พระพุทธเจ้าข้า.


6.ตัวอย่าง พระยสะ ออกบวชก็ ปลงผมและหนวด
   สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยส เป็นชาวชนบทจำนวน ๕๐ คน เป็นบุตรของสกุลเก่าสืบ ๆ กันมา ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตร ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว

พระพุทธเจ้าทรงห้ามทำพระพุทธรูปจริงหรือ?
   ยังไม่พบหลักฐานว่า มีพุทธดำรัสห้ามสร้างพระปฏิมาหรือพระพุทธรูปองพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีแต่หลักฐานในคัมภีร์ที่กล่าวถึงการมีอยู่หรือการสร้างพระพุทธรูปไว้ปรากฏอยู่ เช่น

   หลักฐานพระพุทธรูปมีมานานแล้ว ปรากฏในคัมภีร์ ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (พระไตรปิฏกอรรถกถา มมร.เล่ม 39 หน้า235-236)

         "ชนแม้ทุกคน จะทำความเคารพยำเกรง บูชาเฉพาะจักรรัตนะและมณีรัตนะเท่านั้น ปรารถนาพรนั้น ๆ และพรบางอย่างที่ปรารถนาแล้ว ๆ ของเขาก็สำเร็จผลได้ รัตนะแม้นั้น เสมอด้วยพุทธรัตนะย่อมไม่มี.
      ก็หากว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจชื่อว่า รัตนะ เพราะอรรถว่า ทำให้เกิดความเคารพยำเกรง พระตถาคตเท่านั้น ก็ชื่อว่า รัตนะ. จริงอยู่เมื่อพระตถาคตเสด็จอุบัติแล้ว เทวดาและมนุษย์ ผู้มีศักดิ์มาก ทุกหมู่เหล่าเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ย่อมไม่ทำ ความเคารพยำเกรงในรัตนะอื่น ย่อมไม่บูชารัตนะไร ๆ อื่น. จริงอย่างนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ก็บูชา พระตถาคต ด้วยพวงรัตนะขนาดเท่าภูเขาสิเนรุ. และเทวดาเหล่าอื่นและมนุษย์ทั้งหลายมีพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าโกศลและท่านอนาถบิณฑิกะ เป็นต้นก็บูชาตามกำลัง. พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสละพระราชทรัพย์ ๙๖ โกฏิ ทรงสร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง ทั่วชมพูทวีป อุทิศถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จปรินิพพานแล้ว. ก็จะป่วยกล่าวไปใย สำหรับหมู่คนที่เคารพยำเกรงเหล่าอื่นเล่า. อนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์ไร ๆ อื่น แม้ปรินิพพานแล้ว การทำความเคารพยำเกรง อุทิศสถานที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่ประกาศพระธรรมจักรและสถานที่ปรินิพพาน หรือเจดีย์ คือ พระปฏิมา [พระพุทธรูป] ก็เป็นไปเหมือนของพระผู้มีพระภาคเจ้า. รัตนะที่เสมอด้วยพระตถาคตแม้เพราะอรรถว่าทำให้เกิดความเคารพยำเกรง ย่อมไม่มีด้วยประการฉะนี้."

 ในอรรถกถาพระวินัยปิฏกมีเรื่องการแต่งตั้งภิกษุผู้ทำหน้าที่ต่างๆ ของสงฆ์ ก็ปรากฏมีภิกษุผู้รักษาโรงอุโบสถ และผู้รักษาเรือนพระปฏิมา(เรือนพระพุทธรูป) ในปฐมสมันตปาสาทิกาแปล  (พระไตรปิฏกอรรถกถา มมร.เล่ม 2 หน้า 194)
        "ควรแต่งตั้งภิกษุผู้อยู่ในอาวาส, ส่วนภิกษุผู้ถืออัพโภกาสิกธุดงค์ก็ดี ผู้ถือรุกขมูลิกธุดงค์ก็ดี ไม่ควรให้รับวาระ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ภิกษุรูปหนึ่งยังเป็นพระนวกะอยู่, แต่เธอเป็นพหูสูต สอนธรรมให้การสอบถาม บอกบาลีแสดงธรรมกถา แก่ภิกษุเป็นอันมาก ทั้งช่วยภาระของสงฆ์ด้วย,ภิกษุนี้ เมื่อฉันลาภอยู่ก็ดี อยู่ในอาวาสก็ดี ไม่ควรให้รับวาระ, ควรรู้กันว่าเป็นคนพิเศษ. แต่ภิกษุผู้รักษาโรงอุโบสถ และเรือนพระปฏิมา[พระพุทธรูป]ควรให้ข้าวยาคูและภัตเป็นทวีคูณ ข้าวสารทะนานหนึ่งทุกวัน ไตรจีวรประจำปี และกัปปิยภัณฑ์ที่มีราคา ๑๐ หรือ ๒๐ กหาปณะ. "

      "ภิกษุนั้นรับสาสน์ของอุบาสกผู้มีศรัทธามีความเลื่อมใส ด้วยคำว่า เอวมาวุโส ดังนี้แล. ได้ยินว่า การนำข่าวสาสน์ที่เป็นกัปปิยะเห็นปานนี้ไป ย่อมควร. เพราะฉะนั้น ภิกษุไม่พึงทำความรังเกียจในข่าวสาสน์ทั้งหลายเช่นนี้ว่า ขอท่านจงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของเรา ดังนี้ ก็ดี ว่า ขอท่านจงไหว้พระเจดีย์ พระปฏิมา[พระพุทธรูป]ต้นโพธิ์ พระสังฆเถระ ดังนี้ ก็ดี ว่า ท่านจงทำการบูชาด้วยของหอมการบูชาด้วยดอกไม้ที่พระเจดีย์ ดังนี้ ก็ดี ว่า ขอท่านจงนิมนต์ให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกัน, พวกเราจักถวายทาน จักฟังธรรม ดังนี้ ก็ดี ข่าวสาสน์เหล่านี้เป็นกัปปิยสาสน์ ไม่เกี่ยวด้วยคิหิกรรมของพวกคฤหัสถ์ ด้วยประการฉะนี้แล."

ในเรื่องการถวายทานสงฆ์สองฝ่าย
"ถามว่า เฉพาะในกาลก่อน ทายกทั้งหลายถวายทานแก่สงฆ์สองฝ่ายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งตรงกลาง ภิกษุนั่งข้างขวา ภิกษุณีนั่งข้างซ้าย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นพระสังฆเถระแห่งสงฆ์ ๒ ฝ่าย ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบริโภคปัจจัยที่พระองค์ได้ด้วยพระองค์เองบ้าง รับสั่งให้แก่ภิกษุทั้งหลายบ้าง. ส่วนในบัดนี้ คนผู้ฉลาดทั้งหลายตั้งพระปฏิมา[พระพุทธรูป]หรือพระเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุ แล้วถวายทานแก่สงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตั้งบาตรบนเชิงข้างหน้าแห่งพระปฏิมา[พระพุทธรูป]หรือพระเจดีย์แล้วถวายทักษิโณทกกล่าวว่า ขอถวายแด่พระพุทธเจ้า ดังนี้แล้ว ใส่ของควรเคี้ยว ของควรบริโภคอันใดเป็นที่หนึ่งในบาตรนั้น หรือนำมายังวัด ถวายบิณฑบาตและวัตถุมีระเบียบและของหอมเป็นต้น กล่าวว่า นี้ถวายพระเจดีย์" (7/368)

ตติยสมันตปาสาทิกาแปล  อรรถกถาพระวินัย (9/200)
      ก็เรือนเจดีย์ เรือนโพธิ์ เรือนพระปฏิมา[พระพุทธรูป]ร้านไม้กวาด ร้านเก็บไม้เวจกุฎี โรงอิฐ โรงช่างไม้ ซุ้มประตู โรงน้ำ ศาลาคร่อมทาง ศาลาริมสระเหล่านี้ ไม่ใช่เสนาสนะ.

      ภิกษุนั้นพึงปรนนิบัติเจดีย์. แม้ในต้นโพธิ์ เรือนโพธิ์ เรือนปฏิมา[พระพุทธรูป] ร้านไม้กวาด ร้านเก็บไม้ เวจกุฎี ซุ้มประตู กุฎีน้ำ โรงน้ำ และโรงไม้สีไฟก็มีนัยเหมือนกัน.

                    ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต 47/28
ที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงธรรมจักร และสถานที่ปรินิพพาน หรือปฏิมากรรม(พระพุทธรูป)และเจติยสถานเป็นต้น ของพระกัสสปพุทธเจ้า แม้ปรินิพพานแล้ว เหมือนกับการทำการบูชาแสดงทำความเคารพเจาะจงต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า รัตนะที่จะเสมอด้วยพระตถาคตจึงไม่มี แม้เพราะอรรถว่าอันบุคคลทำการบูชาอย่างนี้.

บุญเท่ากันแม้ในการบูชาพระพุทธเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ แม้บูชาในพระปฏิมา[พระพุทธรูป]ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แม้ปรินิพพานไปแล้ว
วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน 71/330
          ...พระอริยสาวก อาจารย์ อุปัชฌาย์ มารดา บิดา และครูเป็นต้น ชื่อว่าปูชารหบุคคล (บุคคลที่ควรบูชา) ใคร ๆ ไม่สามารถจะทำการนับส่วนแห่งบุญที่บุคคลบูชาแล้วในปูชารหบุคคลเหล่านั้น ด้วยสักการะมีระเบียบดอกไม้ดอกปทุม ผ้า เครื่องอาภรณ์และปัจจัย ๔ เป็นต้น ด้วยทรัพย์ตั้งแสนเป็นต้น แม้ด้วยอานุภาพอันใหญ่ได้ มิใช่เพียงบูชาพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่อย่างเดียวเท่านั้น แม้บูชาใน
พระเจดีย์ พระปฏิมา[พระพุทธรูป]และต้นโพธิ์เป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แม้ปรินิพพานไปแล้ว ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ชนเหล่าใด ทำลายเป็นกรรมหนัก เสมอด้วยอนันตริยกรรม
                 ปปัญจสูทนี  อรรถกถามัชฌิมนิกาย  อุปริปัณณาสก์ 22/312 (พ.ศ.1000)
      ถามว่า ต่อมา เมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วชนเหล่าใด ทำลายเจดีย์ ทำลายต้นโพธิ์ ประทุษร้ายพระบรมธาตุ กรรมอะไรจะเกิดแก่ชนเหล่านั้น ?
      ตอบว่า (การทำเช่นนั้น) เป็นกรรมหนัก เสมอด้วยอนันตริยกรรม. แต่การตัดกิ่งไม้โพธิ์ที่ขึ้นเบียดพระสถูปที่บรรจุพระธาตุ หรือพระปฏิมา[พระพุทธรูป]ควรทำ แม้ถ้าพวกนกจับที่กิ่งโพธิ์นั้นถ่ายอุจจาระรดพระเจดีย์ ก็ควรตัดเหมือนกัน. ก็เจดีย์ที่บรรจุพระสรีรธาตุสำคัญกว่าบริโภคเจดีย์ (เจดีย์ที่บรรจุเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้า). แม้รากโพธิ์ที่งอกออกไปทำลายพื้นที่ ที่ตั้งเจดีย์จะตัดทิ้งก็ควร ส่วนกิ่งโพธิ์กิ่งใดขึ้นเบียดเรือนโพธิ์ จะตัดกิ่งโพธิ์นั้นเพื่อรักษาเรือน (โพธิ์) ไม่ควร. ด้วยว่า เรือนมีไว้เพื่อต้นโพธิ์ ไม่ใช่ต้นโพธิ์มี
ไว้เพื่อประโยชน์แก่เรือน แม้ในเรือนอาสนะก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็ในเรือนอาสนะใด เขาบรรจุพระบรมธาตุไว้ เพื่อจะรักษาเรือนอาสนะนั้น จะตัดกิ่งโพธิ์เสียก็ได้. เพื่อการบำรุงต้นโพธิ์จะตัดกิ่งที่ค้อมลง หรือที่ (เนื้อ) เสียออกไปก็ควรเหมือนกัน. แม้บุญก็ได้ เหมือนในการปฏิบัติพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

      จริงอยู่ ในเวลาที่มีงานฉลองพระวิหารเป็นต้น คนผู้ไปด้วยความตั้งใจว่า เราจักไหว้พระเจดีย์ และจักไหว้พระปฏิมา[พระพุทธรูป]นั้น ๆ เราจักดูโปตถกรรม(การทำหนังสือ) และจิตรกรรม (การวาดภาพ) ดังนี้ ไหว้หรือเห็นสิ่งหนึ่งแล้วก็ตั้งใจเพื่อต้องการไหว้ เพื่อต้องการชมสิ่งนอกนี้แล้ว ก็ไปเพื่อไหว้บ้างเพื่อดูบ้างทีเดียว อย่างนี้ จิตชื่อว่าก้าวไปจากอารมณ์ โดยอัชฌาศัย คือความปรารถนา. 

                      อรรถกถานิธิกัณฑสูตร พรรณนาคาถาที่ ๗ 39/313
          ในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดี ในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี ในพี่ชายก็ดี.
     ในคาถานั้น ชื่อว่า เจติยะ เพราะควรก่อ ท่านอธิบายว่า ควรบูชา. ชื่อว่า เจติยะ เพราะวิจิตรแล้ว. เจดีย์นั้นมี ๓ อย่าง คือ บริโภคเจดีย์อุทิสสกเจดีย์ ธาตุกเจดีย์.
     บรรดาเจดีย์ทั้ง ๓ นั้น โพธิพฤกษ์ ชื่อว่า บริโภคเจดีย์ พระพุทธปฏิมา[พระพุทธรูป] ชื่อว่า อุทิสสกเจดีย์ พระสถูปที่มีห้องบรรจุพระธาตุชื่อว่า ธาตุกเจดีย์.

สร้างได้
         สรุปว่า ยังไม่พบหลักฐานว่า มีพุทธดำรัสห้ามสร้างพระปฏิมาหรือพระพุทธรูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย มีแต่หลักฐานในคัมภีร์ที่กล่าวถึงการมีอยู่ของพระพุทธรูปไว้หรือเรือนพระปฏิมาปรากฏอยู่ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนทางหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สร้างพระพุทธรูปหรือไม่ แต่มีความชัดเจนว่า ไม่ได้ตรัสห้ามไว้ เมื่อไม่ตรัสห้ามหรือไม่ตรัสอนุญาตก็ต้องเข้าหลักมหาปเทส 4 อย่างได้

พุทธรูปคือส่วนหนึ่งในธรรม
         และอีกอย่างที่คนอ้างเหตุว่าพระพุทธเจ้า ให้ธรรมะกับวินัยเป็นศาสดาแทน จึงหมายถึงการห้ามสร้างประพุทธรูป ที่จริงการสร้างพุทธรูปก็จัดอยู่ในส่วนของธรรมะ คือ การแสดงการบูชา ก็เป็นของมงคลสูตร และเมื่อบูชาก็เกิดบุญซึ่งเป็นส่วนของบุญกิริยาวัตถุเช่นกัน

พุทธรูปคืออุทิสสกเจดีย์
       ทำไมสมัยแรกยังไม่ปรากฏหลักฐานพุทธรูป? เพราะสมัยนั้นผู้คนนิยมสร้างพระสถูปเจดีย์กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ยุคสมัยต่อๆ มาจึงนิยมสร้างพุทธรูป จึงทำให้หลงเหลือหลักฐานมาจนถึงปัจจุบันนี้


พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 190

                          พระพุทธานุญาตมหาปเทส  ๔
           [๙๒]   ก็โดยสมัยนั้นแล    ภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจในพระบัญญัติบางสิ่งบางอย่างว่า    สิ่งใดหนอ    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้    สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต  จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระมีพระภาคเจ้า.  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานสำหรับอ้าง   ๔  ข้อ   ดังต่อไปนี้.            
๑.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า  สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร   ขัดกับสิ่งที่ควร  สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.           
๒.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า    สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร   ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.           
๓.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า  สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร   ขัดกับสิ่งที่ควร  สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.           
๔.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า  สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร  ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร   สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.

https://th.wikipedia.org/wiki/ปปัญจสูทนี

ตามหาพระแก่นจันทน์ สิ่งอัศจรรย์ที่หายไป
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post_20.html ตอน 1 พระพุทธรูปแก่นจันทน์พระพุทธรูปองค์แรกของโลก?
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post_98.html ตอน 2 ความหมายและความสำคัญไม้แก่นจันทน์เป็นไฉน?  
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post_82.html ตอน 3 สืบหาจากเมืองไทย ไปสู่นานาชาติ
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post_15.html ตอน 4 พระถังซัมจั๋ง ผู้เห็นพระแก่นจันทน์อันอัศจรรย์กับตาท่านเอง
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/5-3.html ตอน 5 พระแก่นจันทน์โบราณตามตำนาน 3 องค์ที่คงมีอยู่?
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/6_24.html ตอน 6 ตามหาพระแก่นจันทน์ จาก จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตก《大唐西域記》
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/7.html ตอน 7 ตามหาพระแก่นจันทน์ จากบทภาพยนต์ เสวียนจ้าง บุรุษพุทธานุภาพ
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post.html พระพุทธเจ้ามีมากมาย พระธรรมกายมีไม่ถ้วน

ตามหาหลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ 
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/1.html ตอน 1 “ธรรมกายแลคือพระตถาคต”  (ตถาคตคือธรรมกาย) 

http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/3.html ตอน 3 กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้านั้น ต้องเกิด 2 ครั้ง
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/4.html ตอน 4 ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/5.html ตอน 5 เห็นพระพุทธเจ้าเห็นด้วยตาหรือเห็นด้วยใจ? เห็นอย่างไร?
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/04/6_82.html ตอน 6 ธรรมกาย เป็น อัตตา จริงหรือ?
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/04/4.html ตอน 7 ธมฺมกายพุทธลกฺขณํ พระพุทธลักษณะ คือพระธรรมกาย

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

ตามหาหลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ ตอน 5  เห็นพระพุทธเจ้าเห็นด้วยตาหรือเห็นด้วยใจ? เห็นอย่างไร?

ตามหาหลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ ตอน 5 เห็นพระพุทธเจ้าเห็นด้วยตาหรือเห็นด้วยใจ? เห็นอย่างไร?

ตอน 5  เห็นพระพุทธเจ้าเห็นด้วยตาหรือเห็นด้วยใจ? เห็นอย่างไร?
        การเห็นมีอยู่ ๕ อย่างด้วยกัน คือ เห็นด้วยตาเนื้อ เรียกว่า มังสจักขุ เป็นการเห็นแค่ข้างหน้า ข้างหลังไม่เห็น เวลาอยากเห็นข้างหลังก็ต้องหันหลัง หรือเอี้ยวตัวมอง ถึงจะเห็นสิ่งที่อยากเห็น ถึงกระนั้นก็เห็นไม่ได้ไกล เห็นด้วยตาทิพย์ เรียกว่าทิพจักขุ มองได้กว้างไกลขึ้น ละเอียดขึ้น มองทะลุสิ่งต่างๆ ได้ตามต้องการ เหมือนชาวสวรรค์ที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตาทิพย์
        การเห็นได้รอบตัว เรียกว่า สมันตจักขุ คือ รู้ได้รอบตัวเห็นได้รอบตัว จะมองอะไรก็ดูที่ตรงกลางที่เดียว ไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวา คือ สามารถเห็นได้ไปพร้อมๆ กัน เป็นการเห็นที่วิเศษมากขึ้นกว่ามังสจักขุหรือทิพจักขุ ส่วนปัญญาจักขุ คือ การรู้แจ้งเห็นแจ้งด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ที่เห็นได้เพราะมีแสงสว่างบังเกิดขึ้น เห็นสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติธรรม และสุดท้ายธรรมจักษุ คือ ดวงตาธรรมกาย เป็นการเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุของธรรมกาย และรู้แจ้งด้วยญาณทัสสนะของธรรมกาย ซึ่งเป็นผู้รู้ที่แท้จริง เป็นการเห็นที่ไม่มีขอบเขตจำกัด สามารถมองเห็นจากผลแล้วสาวไปถึงต้นเหตุได้ จะรู้เห็นได้หมด เป็นการรู้แจ้งเห็นแจ้ง และแทงตลอดทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ ไม่มีอะไรมาปิดบังอำพรางธรรมจักษุได้เลย

      ในพระไตรปิฎกบาลีได้กล่าวถึงเรื่องพระปิงคิยะผู้เป็นอดีตศิษย์พราหมณ์พาวรี ถูกอาจารย์ส่งไปกับเหล่ามาณพเพื่อถามปัญหากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ถามปัญหา ฟังธรรมบรรลุธรรมแล้วกลับมาหาอาจารย์พราหมณ์พาวรีของตน ได้เล่าถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำและได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าและกล่าวถึงการเห็นพระพุทธเจ้าด้วยใจได้ชัดเจนเหมือนเห็นด้วยตา ดังที่พระปิงคิยเถระเล่าให้พราหมณ์พาวรีฟังว่า 
     "ท่านมีใจอยู่กับพระพุทธองค์และเห็นพระพุทธองค์ได้ชัดเจนทั้งวันและคืนเสมือนเห็นด้วยตาท่านพราหมณ์ อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยใจเหมือนเห็นด้วยตา อาตมาเป็นผู้ไม่ประมาทตลอดคืนและวันนมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน อาตมาย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั่นแล"

          และในอรรถกถาเชนตาเถรีคาถามีคำอธิบาย “การเห็นพระพุทธเจ้าด้วยใจ” ของพระอริยสาวกว่าเป็น ”การเห็นธรรมกาย” เพราะเป็นการเห็นอริยธรรมแล้วบรรลุมรรคผล
          " เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นธรรมกาย เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ อันข้าพเจ้าเห็นแล้วด้วยการเห็นอริยธรรมที่ตนได้บรรลุ ฉะนั้นร่างกายนี้จึงเป็นที่สุด ด้วยว่าพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าและพระอริยะอื่นๆ ย่อมได้ชื่อว่าข้าพเจ้าได้เห็นแล้วด้วยการเห็นอริยธรรม ไม่ใช่ด้วยเพียงเห็นรูปกาย เหมือนอย่างที่ตรัสว่า
            ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเรา และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้สดับแล้วเป็นผู้เห็นอริยสัจดังนี้ เป็นต้น"
diṭṭho hi me so bhagavāti hisaddo hetuattho. yasmā so bhagavā dhammakāyo sammāsambuddho attanā va adhigatariyadhammadassanena diṭṭho, tasmā antimoyaṃ samussayoti yojanā. ariyadhammadassanena hi buddhā bhagavanto aññe ca ariyā diṭṭhā nāma honti, na rūpakāyadassanamattena. yathāha "yo kho vakkali dhammaṃ passati, so maṃ passatīti ca"sutvā ca kho bhikkhave ariyasāvako ariyānaṃ dassāvīti ca ādi.
        ทิฏฺโฐ หิ เม โส ภควาติ หิสทฺโท เหตุอตฺโถ. ยสฺมา โส ภควา   ธมฺมกาโย สมฺมาสมฺพุทฺโธ อตฺตนา ว อธิคตอริยธมฺมทสฺสเนน ทิฏฺโฐ, ตสฺมา อนฺติโมยํ สมุสฺสโยติ โยชนา. อริยธมฺมทสฺสเนน หิ พุทฺธา ภควนฺโต อญฺเญ จ อริยา ทิฏฺฐา นาม โหนฺติ, น รูปกายทสฺสนมตฺเตน. ยถาห "โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสตี ติ [เชิงอรรถ สํ.ข.๑๗/๘๗/๙๖]   จ"สุตฺวา จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก อริยานํ ทสฺสาวี ติ [เชิงอรรถ ม.มู.๑๒/๒๐/๑๒, สํ.ข.๑๗/๑/๓] จ อาทิ.
(เถรี.อ.ปรมตฺถทีปนี เชนฺตาเถรีคาถาวณฺณนา ฉบับมหาจุฬาฯ หน้า ๓๕)
ข้อความว่า “พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นอันเราเห็นแล้ว” หมายความว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์นั้นโดยประจักษ์ด้วยดวงตาคือญาณ โดยการเห็นโลกุตรธรรมที่ได้เห็นแล้วด้วยตนเอง
http://infinitygoodness.blogspot.com/2016/04/blog-post_90.html   
      และในคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตกะ อรรถกถา ปรมตฺถทีปนี อคฺคปฺปสาทสุตฺตวณฺณนา ฉบับมหาจุฬาฯ หน้า ๓๒๐-๓๒๑ มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งกล่าวถึง ธรรมกาย ว่า
       ปุริมสฺมึ จ อตฺเถ อคฺคสทฺเทน พุทฺธาทิรตนตฺตยํ วุจฺจติ เตสุ ภควา ตาว อสทิสฏฺเฐน คุณวิสิฏฺเฐน อสมสมฏฺเฐน จ อคฺโค. โส หิ มหาภินีหารํ ทสฺนฺนํ ปารมีนํ ปวิจยญฺจ อาทึ กตฺวา เตหิ โพธิสมฺภารคุเณหิ เจว พุทฺธคุเณหิ จ เสสชเนหิ อสทิโสติ อสทิสฏฺเฐน อคฺโค. เย จสฺส คุณา มหากรุณาทโย, เต เสสสตฺตานํ คุเณหิ วิสิฏฺฐาติ คุณวิสฏฺฐฏฺเฐนปิ สพฺพสตฺตุตฺตมตาย อคฺโค. เย ปน ปุริมกา สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺพสตฺเตหิ อสมา. เตหิ สทฺธึ อยเมว รูปกายคุเณหิ เจว ธมฺมกายคุเณหิ จ อสมสมฏฺเฐนปิ อคฺโค.
ye pana purimakā sammāsambuddhā sabbasattehi asamā. tehi saddhiṃ ayameva rūpakāyaguṇehi ceva dhammakāyaguṇehi ca asamasamaṭṭhenapi aggo.
ธรรมกาย  กายแห่งการตรัสรู้ธรรม
        มีคำแปลปรากฏอยู่ใน ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตกะ อรรถกถา ปสาทสูตร เล่ม ๔๕ หน้า ๕๕๙ ว่า

       "อนึ่งในความหมายอย่างก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นไว้ด้วย "อคฺค" ศัพท์ ในสัตว์โลกเหล่านั้น พระผู้มีพระมีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐก่อน โดยหมายความว่าไม่มีผู้เปรียบโดยความหมายว่าเป็นผู้วิเศษด้วยคุณความดี และโดยความหมายว่าไม่มีผู้เสมอเหมือนจริงอยู่พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ โดยความหมายว่าไม่มีผู้เปรียบเพราะทรงทำอภินิหารมามาก และการสั่งสมบารมี ๑๐ ประการมาเป็นเบื้องต้น จึงไม่เป็นเช่นกับคนทั้งหลายที่เหลือ เพราะพระคุณคือพระโพธิสมภารเหล่านั้น และเพราะพุทธคุณทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ เพราะเป็นผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ แม้โดยความหมายว่า เป็นผู้วิเศษด้วยคุณความดี เพราะพระองค์มีพระคุณพระมหากรุณาธิคุณ เป็นต้น ที่วิเศษกว่าคุณทั้งหลายของสรรพสัตว์ที่เหลือ ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ แม้โดยความหมายว่า ไม่มีผู้เสมอเหมือน เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้เอง เป็นผู้เสมอโดยพระคุณทางรูปกาย และพระคุณทางธรรมกาย กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน ผู้ไม่เสมอเหมือนกับสรรพสัตว์"
      จากข้อความที่ยกมานี้ จะเห็นได้ว่า

        (๑) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระคุณที่สำคัญอยู่ ๒ ทางคือ พระคุณทางรูปกาย และพระคุณทาง ธรรมกาย (๒) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเสริฐกว่าผู้อื่นทั้งปวง เพราะไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบกับพระองค์ได้ในด้านคุณความดี ความกรุณา การสั่งสมบารมีการทำอภินิหารมาก พระโพธิสมภาร และพระพุทธคุณทั้งหลาย (๓) พระคุณทางรูปกาย และพระคุณทางธรรมกาย ของพระพุทธองค์นั้น เสมอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ในข้อนี้ย่อมสรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายล้วนมี ธรรมกาย และ ธรรมกาย เป็นคนละสิ่งกับรูปกาย

(๑) มังสจักษุ หรือตาธรรมดาของภิกษุ สามารถมองเห็นได้ก็แต่เพียงรูปกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(๒) ธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุจะสามารถเห็นได้ด้วยญาณจักษุเท่านั้น ถ้าไม่มีญาณจักษุ ก็ไม่สามารถมองเห็น 
(๓) ภิกษุที่มองเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเฉพาะรูปกาย ไม่ชื่อภิกษุนั้นอยู่ใกล้ตถาคตหรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และตถาคตเองก็ไม่ชื่อว่าอยู่ใกล้ภิกษุนั้น 

    และในคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก อรรถกถาปรมตฺถทีปนี สงฺฆาฏิกณฺณสุตฺตวณฺณนา ฉบับมหาจุฬาฯ หน้า ๓๓๔ มีข้อความที่กล่าวถึง ธรรมกาย ว่า
so ārakāva mayhaṃ, ahañca tassāti so bhikkhu mayā vuttapaṭipadaṃ apūrento mama dūreyeva, ahañca tassa dūreyeva. etena maṃsacakkhunā tathāgatadassanaṃ rūpakāyasamodhānañca akāraṇaṃ, ñāṇacakkhunāvadassanaṃ dhammakāyasamodhānameva ca pamāṇanti dasseti. tenevāha "dhammaṃ hi so bhikkhave bhikkhu na passati, dhammaṃ apassanto maṃ na passatīti. tattha dhammo nāma navavidho lokuttaradhammo,so ca abhijjhādīhi dussitacittena na sakkā passituṃ, tasmā dhammassa adassanato dhammakāyaṃ ca na passatīti tathā hi vattuṃ :- "kinte vakkali iminā pūtikāyena diṭṭhena, yo kho vakkali dhammaṃ passati, so maṃ passati. yo maṃ passati, so dhammaṃ passatīti. “dhammakāyo itipi, brahmakāyo itipiti ca ādi        โส อารกาว มยฺหํ, อหญฺจ ตสฺสาติ โส ภิกฺขุ มยา วุตฺตปฏิปทํ อปูเรนฺโต มม ทูเรเยว, อหญฺจ ตสฺส ทูเรเยว. เอเตน มํสจกฺขุนา ตถาคตทสฺสนํ รูปกายสโมธานญฺจ อการณํ, ญาณจกฺขุนาวทสฺสนํ ธมฺมกายสโมธานเมว จ ปมาณนฺติ ทสฺเสติ. เตเนวาห "ธมฺมํ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปสฺสติ, ธมฺมํ อปสฺสนฺโต มํ น ปสฺสตี" ติ. ตตฺถ ธมฺโม นาม นววิโธ โลกุตฺตรธมฺโม,โส จ อภิชฺฌาทีหิ ทุสฺสิตจิตฺเตน น สกฺกา ปสฺสิตุํ, ตสฺมา ธมฺมสฺส อทสฺสนโต ธมฺมกายํ จ น ปสฺสตี" ติ ตถา หิ วตฺตุํ :- "กินฺเต วกฺกลิ อิมินา ปูติกาเยน ทิฏฺเฐน, โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสติ. โย มํ ปสฺสติ, โส ธมฺมํ ปสฺสตี" ติ. (เชิงอรรถอ้าง สํ.ข.๑๗/๘๗/๙๖) “ธมฺมกาโย อิติปิ, พฺรหฺมกาโย อิติปิ” ติ จ อาทิ (เชิงอรรถอ้าง ที.ปา. ๑๑/๑๑๘/๗๒)

        มีคำแปลปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก อรรถกถาสังฆาฏิสูตร เล่ม ๔๕ หน้า ๕๘๓ ว่า บทว่า โส อารกาว มยฺหํ อหญฺจ ตสฺส ความว่า ภิกษุนั้น เมื่อไม่บำเพ็ญปฏิปทาที่เราตถาคตกล่าวแล้วให้บริบูรณ์ ก็ชื่อว่า เป็นผู้อยู่ไกลเราตถาคตทีเดียว เราตถาคตก็ชื่อว่า อยู่ไกลเธอเหมือนกัน ด้วยคำนี้พระองค์ทรงแสดงว่า การเห็นพระตถาคตเจ้า ด้วยมังสจักษุก็ดี การอยู่รวมกันทางรูปกายก็ดี ไม่ใช่เหตุ (ของการอยู่ใกล้) แต่การเห็นด้วยญาณจักษุเท่านั้น และการรวมกันด้วย ธรรมกาย ต่างหาก เป็นประมาณ (ในเรื่องนี้) ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า
        ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรมก็ไม่เห็นเราตถาคต
       ในคำว่า ธมฺมํ น ปสฺสติ นั้น มีอธิบายว่า โลกุตตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่าธรรม ก็เธอไม่อาจจะเห็นโลกุตตรธรรมนั้นได้ ด้วยจิตที่ถูกอภิชฌาเป็นต้นประทุษร้าย เพราะไม่เห็นธรรมนั้น เธอจึงชื่อว่า ไม่เห็น ธรรมกาย สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
       ดูก่อนวักกลิ เธอจะมีประโยชน์อะไร ด้วยกายอันเปื่อยเน่านี้เธอได้เห็นแล้ว ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นก็เห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นก็เห็นธรรม ดังนี้ และว่าเราตถาคตเป็นธรรมภูต เราตถาคตเป็นพรหมภูตดังนี้ และว่าเป็น ธรรมกาย บ้าง เป็นพรหมกายบ้าง ดังนี้เป็นต้น

จากข้อความที่ยกมานี้มีประเด็นสำคัญว่า

(๔) ภิกษุที่มีญาณจักษุ สามารถมองเห็น ธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจะได้ชื่อว่าอยู่ใกล้พระองค์ และพระองค์ก็อยู่ใกล้ภิกษุนั้น เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นเราตถาคต" ณ จุดนี้จึงสรุปได้ว่า คำว่า "ธรรม" ใน "ไม่เห็นธรรม" นั้นที่แท้หมายถึง "ธรรมกาย" คือเมื่อไม่เห็น ธรรมกาย ก็ไม่เห็นเราตถาคต ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ธรรมกาย ไม่ใช่เป็นเพียงชื่อของตถาคตเท่านั้น แต่เป็นตัวตถาคตทีเดียว ซึ่งเป็นคนละส่วนกับรูปกาย ซึ่งเป็นเบญจขันธ์หรือเป็นเปลือกนอกของตถาคต ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้กล่าวอธิบายไว้แล้ว ส่วนคำว่า "ญาณจักษุ" ก็คือ "ปัญญาจักษุ" หรือ "ธรรมจักษุ" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "ตาธรรมกาย" นั่นเอง ผู้ที่จะมีญาณจักษุได้จะต้องเจริญวิปัสสนาภาวนาขั้นสูง จนบรรลุถึง ธรรมกาย ในตนเอง แล้วด้วยตาของ ธรรมกาย หรือญาณจักษุของตนเองนั้น ก็จะเห็น ธรรมกาย หรือตถาคต หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่ได้พรรณนาไว้ในข้อ ๒-อิติวุตฺตก ๒๕/๒๗๒ 
(๕) ผู้ที่มีญาณจักษุ คือผู้เข้าถึง ธรรมกาย ในตนเอง หรือเรียกว่าผู้ที่มี ธรรมกายย่อมเห็น ธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รูปกายและธรรมกายปรากฏในสัททนีติ ปทมาลา (Sadd.I.77) ดังนี้
dissamānopi tāvassa rūpakāyo acintiyo
asādhāraṇañāṇaṭṭhe dhammakāye kathā va kāti ।
ทิสฺสมาโนปิ ตาวสฺส      รูปกาโย อจินฺติโย
อสาธารณญาณฏฺเฐ      ธมฺมกาเย กถา ว กาติ ฯ
คำแปล รูปกายแม้ที่ปรากฏอยู่ของพระองค์นั้นเป็นเรื่องอจินไตยจงยกไว้ก่อน
ไม่จำต้องพูดถึงพระธรรมกาย (ของพระองค์นั้น) ซึ่งมั่งคั่ง ไปด้วยญาณ คือความรู้ที่ไม่ทั่วไป (ว่าจะเป็นเรื่องอจินไตยเช่นเดียวกัน) ดังนี้
Even his visible form-body was beyond thought, what can be said of his spiritual body, which was unique, having powerful knowledge?
“即使其可见的色身也不可思议,对于不共之智的法身,又怎能说得清呢?” 
ที่มา 1.ร่องรอยวิชชาธรรมกายในคัมภีร์จตุรารกฺขา สุปราณี พณิชยพงศ์ หน้า 10-11
2.นวธรรมและคณะนักวิจัย DIRI http://www.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=4272
3.สทฺทนีติปฺปกรณํ (ปทมาลา) ๔. ภูธาตุมยนามิกรูปวิภาค https://palipage.blogspot.com/2015/06/blog-post_8.html
4.คัมภีร์ใบลาน โวหารโพธิ (โพธิปักขิยธรรม) https://linux.thai.net/~thep/esaan-scripts/trans-tham/bodhi.html
"ธรรมกาย"ของพุทธเจ้าเป็นเช่นใด 
    สมาธิราชสูตร เป็นคัมภีร์มหายานที่สันนิษฐานว่าเป็นของสายมาธยมิกะที่เขียนขึ้นระหว่างกลางพุทธศตวรรษที่ 7-8 (คริสต์ศตวรรษที่ 2) พบตัวคัมภีร์ใบลาน 2 แห่งในแคว้นคันธาระ คือที่เมืองกิลกิตและที่บามิยัน ทั้งคู่เขียนด้วยอักษรที่เรียกว่า “กิลกิต-บามิยัน แบบที่ 1” (Gilgit-Bamiyan Type I) บ่งบอกว่าน่าจะคัดลอกมาราวกลางพุทธศตวรรษที่ 11-13 ซึ่งแตกต่างจากอายุคัมภีร์จากกิลกิตที่ดัทท์เคยประเมินไว้ (Dutt 1939: ii) ในยุคแรกเริ่มของการศึกษาคัมภีร์จากกิลกิตไปราว 1-2 ศตวรรษ เนื้อหาของคัมภีร์จากบามิยันและกิลกิตใกล้คียงกันมาก (Skilton 2002: 100) นอกจากนี้ คัมภีร์นียังพบในเอเชียกลางอีกด้วย แสดงว่าน่าจะเป็นพระสูตรที่นิยมศึกษากันในทั้งสองพื้นที่ ได้กล่าวถึงพุทธกายหรือธรรมกายไว้อย่างชัดเจนว่า 
atha khalu bhagavāṃstasyāṃ velāyāmimā gāthā abhāṣata
ya icche lokanāthasya kāyaṃ jānitumīdṛśam |
imaṃ samādhiṃ bhāvitvā kāyaṃ buddhasya jñāsyati | (1)
puṇyanirjātu buddhasya kāya: śuddha: prabhāsvara: |
sameti so’ntarīkeฺṣaṇa nānātvaṃ nāsya labhyate | (2)
yādṛśā bodhirbuddhasya lakṣaṇāni ca tādṛśā: |

yādṛśā lakṣaṇāstasya kāyastasya hi tādṛśa: | (3
อถ ขลุ ภควำสฺตสฺยำ เวลายามิมา คาถา อภาษต
ย อิจฺเฉ โลกนาถสฺย กายํ ชานิตุมีทฺฤศมฺ |
อิมํ สมาธึ ภาวิตฺวา กายํ พุทฺธสฺย ชฺญาสฺยติ | (1)
ปุณฺยนิรฺชาตุ พุทฺธสฺย กาย: ศุทฺธ: ปฺรภาสฺวร: |
สเมติ โส’นฺตรีเกฺษณ นานาตฺวํ นาสฺย ลภฺยเต | (2)
ยาทฺฤศา โพธิรฺพุทฺธสฺย ลกฺษณานิ จ ตาทฺฤศา: |
ยาทฺฤศา ลกฺษณาสฺตสฺย กายสฺตสฺย หิ ตาทฺฤศ: | (3)
คำแปล ทราบว่าครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า 
ผู้ใดปรารถนาจะรู้กายอันเช่นนี้ของพระโลกนาถ เจริญสมาธินี้แล้วจักรู้กายของพระพุทธเจ้า ฯ (1)
กายของพระพุทธเจ้าเกิดจากบุญ บริสุทธิ์ ส่องสว่าง กายนั้นเสมอกับอากาศ
ที่เห็นได้ในระหว่าง(อย่าง) หาความต่างกันไม่ได้(ระหว่าง)กายนั้น(กับอากาศ) ฯ (2)
โพธิและลักษณะของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นใด กายก็เป็นเช่นนั้น ลักษณะของ
พระพุทธเจ้านั้นเป็นเช่นใด ก็กายของพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นเช่นนั้น ฯ (3)
(เฉพาะคาถาและคำแปลนำมาจากงานวิจัย การศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์สมาธิราชสูตร โดย ร้อยโทพรชัย หะพินรัมย์ หน้า 641 และคำแปลหน้า 163-164
http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/605/1/53105902%20%20พรชัย%20%20หะพินรัมย์.pdf
  และในฉบับภาษาสันสกฤต พบคำว่าธรรมกายในท่อนหลังซึ่งเป็นส่วนที่พบจากกิลกิต ดังนี้
ye māṃ rūpeṇa adrākṣur ye māṃ ghoṣeṇa anvayuḥ
mithyāprahāṇaprasṛtā na māṃ drakṣayanti te janāḥ
draṣṭavyo dharmato buddho dharmakāyas tathāgataḥ

dharmatā cāpayavijñeyā na sā śakyaṃ vijānituṃ
เย มาํ รูเปณ อทฺรากฺษุรฺ        เย มาํ โฆเษณ อนฺวยุะ
มิถฺยาปฺรหาณปฺรสฤตา   น มาํ ทฺรกฺษยนฺติ เต ชนาะ
ทฺรษฺฏวฺโย ธรฺมโต พุทฺโธ       ธรฺมกายสฺ ตถาคตะ
ธรฺมตา จาปยวิชฺเญยา  น สา ศกฺยํ วิชานิตุํ
(Gómez and Silk 1989: 105/11a)
คำแปล: (ในเวลานั้น พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานคาถาเหล่านี้)
ชนเหล่าใดเห็นเราโดยรูป ชนเหล่าใดติดตาม(ฟัง)เราโดยเสียง 
มัวประกอบความเพียรไม่ถูกทาง พวกเขาย่อมไม่ได้ชื่อว่า เห็นเรา 
พึงเห็นพระพุทธเจ้าโดย(ความเป็น)ธรรม พระตถาคตเจ้ามีธรรมเป็นกาย 
แต่สภาวะแห่งธรรม ไม่อาจสัมผัสรับรู้ได้ “ธรรมตา”จะรับรู้ด้วยวิญญาณไม่ได้
ที่มา หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ 1 ฉบับวิชาการ บทที่ 3 คันธาระ เอเชียกลาง และประเทศจีน | 187
http://ebook.dmc.tv/book-หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ-1-ฉบับวิชาการ-606.html
  ซึ่งคล้ายกับคัมภีร์พระสูตรมหายาน วัชรัจเฉทิกาปรัชญาปารมิตาสูตร (ฉบับภาษาสันสกฤต)
๏ อถ ขลุ ภควำสฺตสฺยำ เวลายามิเน คาเถ อภาษต-
เย มำ รูเปณ จาทรากฺษุรฺเย มำ โฆเษณ จานฺวาคุะ | 
มิถฺยาปฺรหาณปฺรสฺฤตา น มำ ทฺรกฺษฺยนฺติ เต ชนาะ || ๑ ||
ธรฺมโต พุทฺโธ ทฺรษฺฏวฺโย ธรฺมกายา หิ นายกาะ | 
ธรฺมตา จ น วิชฺเญยา น สา ศากฺยา วิชานิตุมฺ || ๒ || || ๒๖ || 
अथ खलु भगवांस्तस्यां वेलायामिमे गाथे अभाषत-
ये मां रूपेण चाद्राक्षुर्ये मां घोषेण चान्वगुः।
मिथ्याप्रहाणप्रसृता न मां द्रक्ष्यन्ति ते जनाः॥१॥
धर्मतो बुद्धो द्रष्टव्यो धर्मकाया हि नायकाः।
धर्मता च न विज्ञेया न सा शक्या विजानितुम्॥२॥२६॥
คำแปล: ในเวลานั้นแล พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานคาถาเหล่านี้
ชนเหล่าใดเห็นเราโดยรูปด้วย ชนเหล่าใดติดตาม(ฟัง)เราโดยเสียงด้วย 
มัวประกอบความเพียรไม่ถูกทาง พวกเขาย่อมไม่ได้ชื่อว่า เห็นเรา 
พึงเห็นพระพุทธเจ้าโดยความเป็นธรรม พระนายกเจ้าเป็นธรรมกาย 
แต่สภาวะแห่งธรรม ไม่อาจสัมผัสรับรู้ได้ “ธรรมตา”จะรับรู้ด้วยวิญญาณไม่ได้
http://www.thai-sanscript.com/index.php/sample/vajrasutra
[梵本] ये मां रूपेण चाद्राक्षुर्ये मां घोषेण चान्वगुः। 
मिथ्याप्रहाणप्रसृता न मां द्रक्ष्यन्ति ते जनाः॥१॥ 
[轉寫] ye māṁ rūpeṇa cādrākṣur-ye māṁ ghoṣeṇa cānvaguḥ| 

mithyāprahāṇaprasṛtā na māṁ drakṣyanti te janāḥ||1|| 
[什譯] 「若以色見我、以音聲求我,是人行邪道,不能見如來。 

[奘譯] 「諸以色觀我、以音聲尋我,彼生履邪斷,不能當見我。 

[凈譯] 「若以色見我、以音聲求我,是人起邪觀,不能當見我。 

[梵本] धर्मतो बुद्धो द्रष्टव्यो धर्मकाया हि नायकाः। 

धर्मता च न विज्ञेया न सा शक्या विजानितुम्॥२॥२६॥ 
[轉寫] dharmato buddho draṣṭavyo dharmakāyā hi nāyakāḥ| 

dharmatā ca na vijñeyā na sā śakyā vijānitum||2||26|| 
[什譯] (缺譯) 

[奘譯] 應觀佛法性,即導師法身,法性非所識,故彼不能了。」 


https://www.douban.com/group/topic/11318361/
Those who by my form did see me.
And those who followed me by voice,
Wrong the efforts they engaged in,
Me those people will not see.
From the Dharma should one see the Buddhas,
For the Dharma-bodies are the guides.
Yet Dharma’s true nature should not be discerned,
Nor can it, either, be discerned.

(Vajracchedika Prajndpdramitd, chap. 26.)
http://www.himalayanheritage.info/Himalayan_Heritage/blog/Entries/2010/2/3.html

             ในปรัตยุตปันนสมาธิสูตร (บางทีเรียกว่า ปรัตยุตปันนพุทธสัมมุขาวัสถิตสมาธิสูตร หรือ ภัทรปาลสูตร)จัดเป็นพระสูตรเกี่ยวกับสมาธิเก่าแก่ที่สุดของมหายาน เขียนขึ้นก่อนการแปลของท่านคือในราว พ.ศ. 500 หรืออาจเก่าแก่กว่านั้น65 คัมภีร์นี้กล่าวถึงการทำสมาธิแบบกำหนดนิมิตเป็นองค์พุทธเจ้าไว้ในใจ เมื่อผู้ปฏิบัติใจหยุดนิ่งจะสามารถเข้าถึงประสบการณ์ เห็นพระพุทธเจ้าจำนวนมากมายดุจทะเลองค์พระได้ ในการประมวลเนื้อหาจากฉบับภาษาจีนและทิเบตคัมภีร์ระบุไว้ว่า ให้ทำสมาธิบนพื้นฐานของศีลที่บริสุทธิ์ คุณธรรมที่บริบูรณ์ และความไม่ยึดติดในสิ่งใดๆ ดังข้อความต่อไปนี้
             "พระโพธิสัตว์ จะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็ตาม (ชำระศีลให้บริสุทธิ์แล้วให้อยู่ในที่สงัด) น้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เหมือนระลึกถึงสิ่งน่าปลื้มใจที่เห็นในฝัน ด้วยใจที่แน่วแน่ ไม่วอกแวก เขาไม่พึงทำความรู้สึกเหมือนกำลังรับรู้สิ่งที่มีตัวตน แต่ให้ทำความรู้สึกเสมือนกำลังรับรู้อากาศที่ว่างเปล่า เมื่อใจตั้งมั่นในการรับรู้อากาศที่ว่างเปล่าแล้วมีใจจดจ่ออยู่กับพระพุทธองค์ ก็จะเห็นพระองค์เสมือนมาปรากฏอยู่เฉพาะหน้า งดงาม ดังพุทธปฏิมาที่เป็นแก้วใสแจ่ม"(3A-3C, 3H; Harrison 1990: 31-2, 39-40)
ที่มา หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ 1 ฉบับวิชาการ บทที่ 3 คันธาระ เอเชียกลาง และประเทศจีน | หน้า 266-267
http://ebook.dmc.tv/book-หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ-1-ฉบับวิชาการ-606.html
        สรุปความว่า การจะเห็นพระพุทธเจ้านั้นสามารถเห็นรูปกายด้วยตา(มังสจักษุ) และสามารถเห็นธรรมกายได้ด้วยใจ(ธรรมจักษุหรือปัญญาจักษุ) และธรรมกายของพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ก็เหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรมก็ไม่เห็นเราตถาคต" ส่วนในฝ่ายมหายาน พูดไว้ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความว่า "โพธิและลักษณะของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นใด กายก็เป็นเช่นนั้น ลักษณะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเช่นใด ก็กายของพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นเช่นนั้น " และว่า  "ก็จะเห็นพระองค์เสมือนมาปรากฏอยู่เฉพาะหน้า งดงาม ดังพุทธปฏิมาที่เป็นแก้วใสแจ่ม" ถึงอย่างไรสิ่งเหล่านี้แม้เป็นหลักฐานทางเอกสารซึ่งถือเป็นส่วนปริยัติ  แต่เป็นปริยัติที่อธิบายการปฏิบัติ ส่วนจะชัดเจนอย่างไร ขอเชิญทุกท่านปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายกันเถิด แล้วเราก็จะหายสงสัย ส่วนตามหาหลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป


ตามหาพระแก่นจันทน์ สิ่งอัศจรรย์ที่หายไป
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post_20.html ตอน 1 พระพุทธรูปแก่นจันทน์พระพุทธรูปองค์แรกของโลก?
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post_98.html ตอน 2 ความหมายและความสำคัญไม้แก่นจันทน์เป็นไฉน?  
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post_82.html ตอน 3 สืบหาจากเมืองไทย ไปสู่นานาชาติ
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post_15.html ตอน 4 พระถังซัมจั๋ง ผู้เห็นพระแก่นจันทน์อันอัศจรรย์กับตาท่านเอง
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/5-3.html ตอน 5 พระแก่นจันทน์โบราณตามตำนาน 3 องค์ที่คงมีอยู่?
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/6_24.html ตอน 6 ตามหาพระแก่นจันทน์ จาก จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตก《大唐西域記》
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/7.html ตอน 7 ตามหาพระแก่นจันทน์ จากบทภาพยนต์ เสวียนจ้าง บุรุษพุทธานุภาพ
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/blog-post.html พระพุทธเจ้ามีมากมาย พระธรรมกายมีไม่ถ้วน

ตามหาหลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ 
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/1.html ตอน 1 “ธรรมกายแลคือพระตถาคต”  (ตถาคตคือธรรมกาย) 

http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/3.html ตอน 3 กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้านั้น ต้องเกิด ๒ ครั้ง
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/4.html ตอน 4 ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/03/5.html ตอน 5 เห็นพระพุทธเจ้าเห็นด้วยตาหรือเห็นด้วยใจ? เห็นอย่างไร?
http://newheartnewworld.blogspot.com/2018/04/6_82.html ตอน 6 ธรรมกาย เป็น อัตตา จริงหรือ?